วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ประโยชน์ของมะเฟือง


มะเฟือง ใช้เป็นเครื่องเคียงอาหารรับประทานสดๆ และแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ คุณค่าทางอาหารของมะเฟืองอุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอะซีน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันเส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็กและพลังงาน
ผลมะเฟือง : ให้วิตามินเอ และวิตามินซี ฟอสฟอรัส แคลเซียม, ใบและราก : ปรุงรับประทานเป็นยาดับพิษร้อน แก้ไข้ ใช้ใบต้มน้ำอาบแก้ตุ่มคัน, ผล : ใช้เป็นยาขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ใช้สระบำรุงเส้นผม และขจัดรังแค, ยอด : มะเฟือง+รากมะพร้าว ต้มผสม แก้ไข้หวัดใหญ่ , แก่นและราก : ต้มกินแก้ท้องร่วง แก้เจ็บเส้นเอ็น
ใน มะเฟืองหนึ่งผลนั้น สามารถที่จะช่วยเสริมสร้างกระดูก และฟันให้แข็งแรง ควบคุมการเต้นของหัวใจให้สม่ำเสมอ ควบคุมกล้ามเนื้อ ช่วยให้เลือดแข็งตัวง่าย กล่อมประสาท ช่วยระงับความฟุ้งซ่าน จึงช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ในผู้ที่มีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ ส่วนน้ำมะเฟืองคั้นนั้น ตำรายาโบราณกล่าวว่า มีสรรพคุณในการแก้ร้อนในดับกระหาย ลดความร้อนภายในร่างกาย ถอนพิษไข้ก็ได้ เป็นยาขับเสมหะป้องกันโรคโลหิตจาง โรคเลือดออกตามไรฟัน รวมทั้งยังช่วยขับปัสสาวะ และบรรเทาอาการนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้อีกด้วย
ที่มา : หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย 
http://health.deedeejang.com/2/2273.html 

ลดน้ำหนักด้วยมะเขือเทศ


นสพ.ชื่อดังของ อังกฤษเผย  ช่วยปรับระดับฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้รู้สึกอิ่มนาน 
ลดการบริโภคขนมขบเคี้ยวได้ดี …
ผู้เชี่ยวชาญ ด้านโภชนาการพบว่ามะเขือเทศเป็นอาหารที่ช่วยลดความอ้วนได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปพยายามลดอาหารและปล้ำออกกำลังจนหน้าดำหน้าแดงเลย

    หนังสือพิมพ์ราย วัน “เดอะ เดลี่ เอกซ์เปรสส์” ชื่อดังเมืองอังกฤษ รายงานว่า นักวิจัยมหาวิทยาลัยรีดดิงของสหรัฐฯ ได้ศึกษากับสตรี 17 คน โดยให้กินแซนด์วิชที่ทำด้วยขนมปังขาว ชนิดที่มีหัวผักกาดแดง หรือมะเขือเทศเป็นไส้เป็นอาหารปรากฏผลว่าผู้ ที่กินแซนด์วิชที่ประกบมะเขือเทศ จะพากันรู้สึกอิ่มทนนานที่สุด และไม่ค่อยไปหาของขบเคี้ยวกินพร่ำเพรื่อ อันเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้อ้วนอย่างหนึ่ง ดร.จูซี่ เลิฟโกรฟ์ หัวหน้าโครงการ วิจัยเชื่อว่า เป็นเพราะมะเขือเทศมีส่วนประกอบที่ไปปรับระดับฮอร์โมน ซึ่งทำให้รู้สึกหิวเสียใหม่ได้ จึงทำให้ไม่ค่อยรู้สึกหิว
“แม้จะยังไม่ อาจบอกได้ว่า ส่วนประกอบที่สำคัญเป็นอะไร แต่มันก็ให้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง” ดร.จูซี่ บอก
 http://health.deedeejang.com/9/1826.html
ที่มา ไทยรัฐ

ไข่ดิบบำรุงร่างกายจริงหรือ














 ใครนิยมรับประทานไข่ดิบหรือไข่ลวกเพื่อบำรุงร่างกายวันนี้มีข้อเท็จจริงบางอย่างที่อาจทำให้หยุดคิดว่าผลของการกระทำเช่นนั้น เป็นเรื่องจริงทางวิทยาศาสตร์หรือ

ไข่เป็นของคู่ครัวคนไทยและจัดเป็นอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง มีทั้งโปรตีน ไขมัน วิตามินเอ ธาตุเหล็ก สังกะสี แต่การที่จะกินไข่ให้ได้ประโยชน์ต้องรู้จักกินครับ เพราะในไข่ขาวที่ไม่สุกหรือสุกๆ ดิบๆ จะมีสารที่ชื่อว่า อะวิดิน (avidin) สารตัวนี้จะไปจับวิตามินไบโอติน (biotin) ซึ่งเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่ง ทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการขาดไบโอตินได้ นอกจากนี้การกินไข่ดิบหรือไข่ขาวสุกๆ ดิบๆ อาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย คือย่อยยาก ทำให้กระเพาะอาหารต้องทำงานหนัก
ความเชื่อที่ว่ากินไข่ดิบหรือไข่ลวกสุกๆ ดิบๆ เป็นประจำจะทำให้ร่างกายแข็งแรง มีกำลังวังชานั้น คงต้องเลิกเชื่อกันได้แล้วครับ
 http://health.deedeejang.com/2/2333.html
ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)

ประโยชน์ของ งา

หลายคนคงสงสัยว่า งาขาวเเละงาดำมีประโยชน์เเตกต่างกันอย่าง กระทรวงสาธารณะสุขระบุว่า

งามีเเคลเซียมมากกว่าพืชผักชนิดอื่นๆถึง 20 เท่า เเละมากกว่านมวัวถึง 6 เท่า เเละมีฟอสฟอรัสมากกว่าพืชผักชนิดอื่นๆถึง 15 เท่า ซึ่งประโยชน์ของเเคลเซียมจะช่วยป้องกันกระดูกพรุนในสตรีวัวทองเเละผู้ที่มี อาการกระดูกหักเเละช่วยเสริมสร้างกระดูกในวัยที่ต้องการเจริญเติบโต สารอาหารที่มีอยู่ในเมล็ดงาล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้น เช่น โปรตีนและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น กรดอะมิโนเมธิโอนีน

นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคปวดตามข้อต่างๆในวัยชรา งายังมีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญอีกทั้งยังมากด้วยวิตามินบีชนิดต่างๆ ซึ่งดีต่อระบบประสาท ช่วยทำให้นอนหลับ ร่างกายกระฉับกระเฉง พร้อมกันนั้นยังมีสารบำรุงประสาทด้วย และวิตามินอีที่ช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื้น ชะลอรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย เเละเป็นสารเเอนตี้ออกซิเเด๊นท์ที่ทรงพลังงานซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการเกิด โรคมะเร็ง งาดำยังช่วยให้ลำไส้หล่อลื่น มีสรรพคุณเเก้อาการท้องผูก บำรุง ตับ ไต เเละช่วยทำให้ผมดำ บ้างก็ว่างาขาวมีประโยชน์กว่างาดำ เเต่โดยทั่วไปเเล้ว เราจะนิยมบริโภคงาดำมากกว่า เพราะคิดว่างาดำมีคุณประโยชน์มากกว่า
ในเมล็ดงามีน้ำมันมาก จึงสกัดออกมาเป็นน้ำมันงาที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยม คือ มีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวสูง ทั้งกรดไขมันโอเมก้า 3 กรดไขมันโอเมก้า 6 ที่มีคุณสมบัติช่วยลดคลอเลสเตอรอล จึงช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ ทำให้ระบบหัวใจแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีกรดไขมันไลโนเลอิค ซึ่งช่วยทำให้ผมดกดำ บำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น
ส่วนการเลือกซื้อเมล็ดงาดำและงาขาวที่สะอาด ไม่มีสิ่งสกปรกเจือปน เมื่อซึ้อมาแล้วให้เก็บใส่ขวด ปิดฝา เมื่อจะใช้ให้คั่วในปริมาณที่พอใช้ เท่านั้น เพราะถ้าคั่วทิ้งไว้กลิ่นจะไม่หอมและเหม็นหืน นอกจากนี้ยังมีน้ำมันงาที่ใช้ปรุงอาหารได้ดี เพราะมีกลิ่นหอมและกรดไขมันที่มีประโยชน์  
(ที่มา : Health & Cusine, Jan 2009 )




ถั่งแดงช่วยรักษามดลูก บำรุงช่องคลอด




บรรเทาอาการปวดช่วงท้องน้อย เรื่อง ราวดี ๆ ที่นำมาฝากในวันนี้มีประโยชน์สำหรับคุณผู้หญิงที่มักมีอาการปวดช่วงท้องน้อย ซึ่งอาจเกิดจากการมีเลือดคั่ง ความเย็นสะสมอยู่รอบ ๆ สะดือ รังไข่ และมดลูก วิธีเยียวยาอาการดังกล่าวนั้นสามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงนำถั่วแดง 500 กรัม บรรจุใส่ลงในถุงผ้าแล้วมัดปากถุงด้วยเชือกปอ ก่อนนำไปอบในไมโครเวฟระดับความร้อนปานกลางนาน 3-4 นาที 
ก่อนนำ ถุงถั่วแดงไปประคบบริเวณท้องน้อย ให้คุณผู้หญิงใช้มือลูบไล้เบา ๆ ที่ผิวหนังซึ่งตรงกับรังไข่แล้วจึงประคบด้วยถุงถั่วแดง ก็จะสามารถบรรเทาอาการเลือดคั่ง ลดบวม และบรรเทาอาการอักเสบได้
สำหรับ อาหารที่มีประโยชน์ช่วยรักษาอาการช่องคลอดอักเสบนั้น มีทั้งกระเทียมและกะหล่ำปลี มีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อโรคร้าย ส่วนหอมใหญ่กับผักกาดจะช่วยบรรเทาอาการอักเสบ ขณะที่ผักกาดเกาหลีนั้นช่วยจัดการซ่อมแซมเยื่อบุผิว
ส้ม และมะเขือเทศเป็นตัวเสริมวิตามิน แถมยังกระตุ้นการทำงานของเซลล์และชะลอความแก่ ผักดองและผงชูรสจะช่วยขจัดเชื้อยีสต์ที่ก่อให้เกิดโทษแก่ร่างกาย แต่ควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ
และ ในทางตรงกันข้าม อาหารที่คุณผู้หญิงช่องคลอดอักเสบควรหลีกเลี่ยงนั้นคือ อาหารที่แปรรูปมาจากข้าวสาลี ขนมปัง เบียร์ ผลิตภัณฑ์จากนม ไอศกรีม มิลค์เชค และเนื้อสัตว์ เพราะจะทำให้อาการอักเสบทวีความรุนแรงขึ้น
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 
http://health.deedeejang.com/2/2354.html 

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

กินยาเลื่อนประจำเดือน



ยาเลื่อนประจำเดือน (Womans’ Story)

          สาว ๆ หลายคนคงเคยพึงยาเลื่อนประจำเดือน ไม่ว่าจะด้วยโอกาสที่ต้องเดินทางไกล ไปทะเล ไปเข้าค่าย หรือวันสำคัญในชีวิตอย่างวันแต่งงาน ซึ่งหากใครที่คิดจะใช้เป็นครั้งแรกก็ย่อมวิตกกังวลถึงผลข้างเคียงที่อาจตาม มาได้ เราเลยไม่พลาดที่จะนำความรู้เกี่ยวกับยาเลื่อนประจำเดือนมาบอกต่อกันค่ะ

          ยาเลื่อนประจำเดือน ถ้า มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนอย่างเดียว จะเรียกว่า "แบบเดี่ยว" แต่ถ้าเป็น "แบบผสม" จะมีทั้งโปรเจสโตเจนและเอสโตเจนรวมกัน ซึ่งแบบผสม อาจมีผลข้างเคียงมากกว่า โดยทั่วไปที่ใช้กันอยู่จึงเป็นชนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนตัวเดียวเท่านั้น

          ทั้ง นี้ วิธีการใช้จะต้องกินยาล่วงหน้าอย่างน้อย 4 - 5 วัน หรือ 1 สัปดาห์ เพราะถ้าไปกินในช่วงวันใกล้มีประจำเดือนอาจจะไม่ได้ผล โดยกินยาวันละ 2 เม็ด ตอนเช้าและตอนเย็นติดต่อกันในขนาดที่กำหนด แต่ไม่ควรเกิน 10 - 14 วัน เพราะการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้มีเลือดออกกะปริบกะปรอย และรอบเดือนมาผิดปกติได้ และเมื่อหยุดยาแล้ว ประจำเดือนจะไม่มาทันที แต่จะมาในอีกประมาณ 2 - 3 วันต่อจากนั้น

          อย่างไรก็ตาม การกินยาเลื่อนประจำเดือน อาจมีผลข้างเคียง เช่น มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นบางเวลา หรืออาจมีเลือดออกกะปริบกะปรอย เป็นต้น

          รู้แบบนี้แล้ว ทางที่ดีหากคิดจะกินยาเลื่อนประจำเดือนก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดีที่สุดค่ะ
/health.kapook.com/view18164.html

สวยจากภายใน

ผิวสวยใส" ผิวพรรณจะสดใสและดูชุ่มชื้นมีน้ำมีนวล ถ้ากินอาหารที่อุดมด้วยกำมะถัน เช่น หัวไชเท้า ขื้นฉ่าย แครอต มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่ง หอมหัวใหญ่ ผักกาดหอม
"ผิวเกลี้ยงเกลา" วิตามินเอช่วยบำรุงผิวพรรณให้เกลี้ยงเกลาปราศจากสิวฝ้าจุดด่างดำ อาหารที่อุดมด้วยวิตามินเอคือ ฟักทอง แคนตาลูป แครอต มันฝรั่ง มะม่วง
"ผิวเนียนเรียบ" กินอาหารทะเลเป็นประจำก็ช่วยให้ผิวดีได้ เพราะอาหารทะเลหลายชนิดอุดมไปด้วยสังกะสี เช่น หอยนางรม และปูสดๆ
"ผิว เปล่งปลั่ง" อาหารที่อุดมด้วยวิตามินอีคือยาดีสำหรับผิว หากกินเป็นประจำผิวพรรณจะเปล่งปลั่งไม่หยาบไม่ย่น อาหารที่เป็นแหล่งวิตามินอีคือ มันฝรั่ง แครอต กะหลำปลี บร็อกโคลี เมล็ดฟักทอง และถั่วต่างๆ
http://www.gacfruitfarm.com/?paged=2

ข้าวโพดต้ม ต้านมะเร็ง

ข้าวโพดต้ม ของดีกว่าที่คิด
เราเคยเชื่อกันว่า ผักผลไม้ดิบ สดจากธรรมชาติ จะมีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าที่เอามาหุงต้ม และหลายคนเข้าใจว่า การต้มข้าวโพดต้องต้มเร็วๆ พอสุก ไม่ต้มนานๆ

แต่นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยคอร์เนล ทำให้ความเชื่อนั้นเริ่มสั่นคลอน เมื่อรายงานว่า การกินข้าวโพดต้มสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและมะเร็งได้ นักวิจัยพบว่า การต้มทำให้ข้าวโพดปล่อยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ออกมาหลายตัว และที่สำคัญตัวหนึ่งที่ชื่อว่า กรดเฟอรูลิก (Ferulic acid)

กรดเฟอรูลิกสำคัญอย่างไร
กรดเฟอรูลิกเป็นกรดอินทรีย์ เป็นสารสำคัญที่เป็นตัวช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมีประสิทธิภาพ กรดเฟอรูลิกเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงถูกใช้สำหรับต่อต้านการแก่ (aging) ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง โรคหัวใจ ไข้หวัด รักษาสุขภาพของกล้ามเนื้อ ต่อต้านผลกระทบจากรังสีอัลตราไวโอเลต (จึงป้องกันมะเร็งผิวหนังได้) 


นักวิจัยพบว่า ถ้าต้มข้าวโพดยิ่งนาน ปริมาณของสารแอนตี้
ออกซิแดนท์จะถูกปล่อยออกมามากขึ้น ถ้าต้มข้าวโพดที่ 115 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 นาที ปริมาณของสารแอนตี้ออกซิแดนท์จะเพิ่มขึ้น 21% ถ้าต้ม 25 นาที จะได้สารแอนตี้ออกซิแดนท์เพิ่มขึ้น 44% และถ้าต้ม 50 นาที จะได้เพิ่มถึง 53% แต่เมื่อวัดปริมาณเฉพาะกรดเฟอรูลิกที่ถูกปล่อยออกมาพบว่า กรดนี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 240% (เมื่อต้ม 10 นาที), 550% (เมื่อต้ม 25 นาที) และ 900% (เมื่อต้ม 50 นาที)